สรุปใน 30 วินาที
ถ้าคุณมีเงินลงทุนเท่ากับ 25 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี คุณถอนออกมาใช้ปีละ 4% ของเงินก้อนนั้นได้ โดยเงินมีโอกาสสูงที่จะอยู่ได้อย่างน้อย 30 ปี
นั่นแหละ คือทั้งหมดของกฎ 4% — ส่วนที่เหลือของเอกสารนี้คือ ข้อยกเว้น ซึ่งสำคัญพอๆ กับตัวกฎเอง
กฎนี้มาจากไหน
ปี 1994 นักวางแผนการเงินชื่อ William Bengen ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า "ถ้าเกษียณแล้วถอนเงินจากพอร์ตปีละเท่าไหร่ ถึงจะไม่หมดก่อนตาย" เขาย้อนดูข้อมูลตลาดหุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1926 แล้วลองสมมติว่าคนเกษียณในทุกๆ ปีที่ผ่านมา รวมถึงคนที่ซวยที่สุดคือเกษียณก่อนตลาดพัง
คำตอบที่ได้คือ 4% ต่อมาทีมวิจัยจาก Trinity University ทำซ้ำและยืนยันผลในปี 1998 คนเลยเรียกติดปากว่า Trinity Study
ข้อสำคัญที่มักถูกลืม
ตัวเลข 4% นี้มาจากพอร์ตที่มีหุ้น 50–75% ที่เหลือเป็นพันธบัตร ไม่ใช่เงินฝากธนาคาร ถ้าเงินคุณอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ล้วน กฎนี้ใช้ไม่ได้เลย
ทำไมต้อง 25 เท่า
เพราะมันคือเลขเดียวกันมองคนละด้าน ถ้าถอนปีละ 4% แปลว่าเงินก้อนต้องใหญ่กว่ายอดถอน 25 เท่า (100 ÷ 4 = 25) พูดอีกอย่างคือ ทุกค่าใช้จ่ายประจำ 1 บาทต่อเดือน ต้องใช้เงินลงทุนหนุนหลัง 300 บาท
| ใช้จ่ายเดือนละ | ต่อปี | ต้องมีเงินลงทุน (×25) |
|---|---|---|
| 20,000 | 240,000 | 6,000,000 |
| 30,000 | 360,000 | 9,000,000 |
| 50,000 | 600,000 | 15,000,000 |
| 80,000 | 960,000 | 24,000,000 |
| 100,000 | 1,200,000 | 30,000,000 |
สังเกตว่ากฎนี้ไม่สนใจเลยว่าคุณหาเงินได้เท่าไหร่ สนใจแค่ว่าคุณใช้เท่าไหร่ — คนเงินเดือนแสนที่ใช้เดือนละ 30,000 ถึงเส้นชัยเร็วกว่าคนเงินเดือนสองแสนที่ใช้เดือนละ 100,000 มาก การลดรายจ่ายประจำจึงมีพลังสองต่อ คือเหลือเก็บมากขึ้น และเส้นชัยขยับเข้ามาหาเรา
สามเรื่องที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด
"ถอน 4% ของยอดเงินที่เหลือ ทุกปี"
ที่ถูกคือถอน 4% ของเงินต้น เฉพาะปีแรก ปีถัดไปให้เอายอดเดิมบวกเงินเฟ้อ เช่น ปีแรกถอน 600,000 ปีที่สองเงินเฟ้อ 3% ก็ถอน 618,000 โดยไม่สนว่าพอร์ตขึ้นหรือลง
ทำไมต้องแบบนี้ เพราะจุดประสงค์คือให้กำลังซื้อคงที่ ค่าอาหารไม่ได้ถูกลงตามพอร์ตที่ตก
"4% คือการันตี เงินไม่มีวันหมด"
ที่ถูกคืองานวิจัยบอกว่าโอกาสรอด 30 ปี ประมาณ 95% ไม่ใช่ 100% และ 30 ปีคือกรอบเวลาที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก ตั้งใจใช้กับคนเกษียณอายุ 65 ที่คาดว่าจะอยู่ถึง 95
ถ้าคุณจะเกษียณตอน 45 แล้วต้องใช้เงินไปอีก 45 ปี ตัวเลขที่ปลอดภัยกว่าคือ 3–3.5% เท่ากับ 29–33 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี
"มีเงินครบแล้วก็ปลอดภัยแล้ว"
ที่ถูกคือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดไม่ใช่ผลตอบแทนเฉลี่ย แต่คือลำดับของผลตอบแทน (sequence of returns risk) ถ้าตลาดพัง 30% ใน 2 ปีแรกหลังเกษียณ คุณถูกบังคับขายของถูกเพื่อกินใช้ พอร์ตจะเสียหายถาวรจนไม่ฟื้น
คนที่เกษียณปี 2000 กับปี 2003 ใช้กฎเดียวกัน ผลลัพธ์ต่างกันคนละเรื่อง ทั้งที่ค่าเฉลี่ยระยะยาวเท่ากัน
ข้อควรระวังห้าข้อ
กฎ 4% เกิดจากข้อมูลตลาดสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่ดีผิดปกติของตลาดหุ้นประเทศเดียวในโลก การเอามาใช้ตรงๆ มีจุดที่ต้องหักลบ
- ตลาดหุ้นไทยไม่ใช่ตลาดหุ้นอเมริกา SET ให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำกว่าและผันผวนกว่ามาก ถ้าพอร์ตกระจุกในหุ้นไทยล้วน ควรใช้ตัวเลขที่อนุรักษ์กว่า 4%
- เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลโหดกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ค่ารักษาในไทยโตปีละ 7–10% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปราว 2–3% ถ้าไม่มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุม ควรกันเงินก้อนนี้แยกออกจากการคำนวณ 4%
- ภาษีและค่าธรรมเนียมกินผลตอบแทนจริง ค่าธรรมเนียมกองทุน 1.5–2% ต่อปีดูน้อย แต่ตลอด 30 ปีมันคือส่วนแบ่งมหาศาล ผลตอบแทนที่ควรใช้คำนวณคือหลังหักค่าธรรมเนียมและภาษี
- ทรัพย์สินที่ขายไม่ออก ไม่นับในกฎนี้ บ้านที่อยู่เอง ที่ดิน ทอง หรือของสะสม ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดให้ถอนใช้ กฎ 4% ใช้กับเงินลงทุนที่ขายได้จริงเท่านั้น
- เงินที่ยังถอนไม่ได้ ก็ยังใช้ไม่ได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF SSF ThaiESG มีเงื่อนไขอายุและระยะเวลาถือครอง ถ้าวางแผนเกษียณก่อนกำหนด ต้องแยกให้ชัดว่าช่วงรอยต่อจะใช้เงินจากไหน
วิธีใช้แบบไม่ตายตัว
นักวางแผนสมัยใหม่ไม่แนะนำให้ถอนตายตัวทุกปี แต่ใช้วิธียืดหยุ่นตามตลาด ซึ่งเพิ่มโอกาสรอดขึ้นมาก โดยไม่ต้องเก็บเงินเพิ่มเลย
ปีที่ตลาดแย่
งดปรับเงินเฟ้อ หรือลดการถอนลง 10% แล้วเลื่อนรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่จำเป็นออกไป
ปีที่ตลาดดี
ถอนตามปกติ ส่วนที่เหลือปล่อยให้ทบต่อ ไม่ต้องรีบเพิ่มไลฟ์สไตล์
การยอมรัดเข็มขัด 2–3 ปีในช่วงตลาดตก มีผลต่อความอยู่รอดของพอร์ตมากกว่าการพยายามเลือกหุ้นให้ถูกตัว
ลองคำนวณของตัวเอง
ถ้าจะเกษียณก่อนอายุ 55 ให้ใช้ ×30 แทน ×25 ในข้อ 3 เท่ากับอัตราถอน 3.3%
สรุป
กฎ 4% ไม่ใช่สูตรวิเศษ และไม่ใช่คำสัญญา มันคือไม้บรรทัดที่เปลี่ยนคำถามลอยๆ ว่า "เมื่อไหร่จะพอ" ให้กลายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ และวัดความคืบหน้าได้ทุกปี
คุณค่าที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่เลข 4 หรือ 25 แต่อยู่ที่การบังคับให้เรารู้สองอย่างให้ชัด คือเราใช้เงินเดือนละเท่าไหร่จริงๆ และเรามีเงินลงทุนที่ขายได้จริงเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ตอบสองข้อนี้ไม่ได้ และนั่นคือปัญหาที่ใหญ่กว่าการเลือกอัตราถอน
เอกสารนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นการยกตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ สถานการณ์ของแต่ละคนต่างกันทั้งเรื่องอายุ ภาระ สุขภาพ และความสามารถรับความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจจริงควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต
อ้างอิงแนวคิด: William P. Bengen (1994) "Determining Withdrawal Rates Using Historical Data" · Cooley, Hubbard & Walz (1998) Trinity Study