อ่านก่อน
นี่คือกรอบสำหรับวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — ทุกขั้นบอกว่าต้องดูอะไรและระวังอะไร แต่การตัดสินใจเป็นของผู้ใช้เอง
AAPL80 และ NVDA80 ในหมวดนี้เขียนก่อนกรอบนี้ ใช้โครง 13 หัวข้อของตัวเอง จึงยังไม่มี 3 scenario และ kill criteria ตามที่หน้านี้อธิบาย
Thesis หุ้นไทย ห้าเล่ม (ADVANC · BDMS · BH · CPALL · CPN) รันตามกรอบนี้ และเจอจุดที่กรอบ v1.0 ยังต้องแก้ — สรุปไว้ในจุดที่รอแก้ใน v1.1 · ขั้นที่มีปัญหาติดป้ายสีทองไว้ที่หัวข้อ
หลักคิด 5 ข้อ
- คัดออกให้เร็วที่สุดก่อน — ขั้นที่ถูกและเร็วอยู่หน้าสุด งานหนักเก็บไว้ทำกับตัวที่ผ่านเข้ามาแล้ว
- ทุกตัวเลขต้องมีที่มา — ชี้กลับไปเอกสารต้นทางได้ ไม่มีตัวไหนมาจากความจำ
- สมมติฐานต้องโชว์ — ตัวเลขที่เปราะต้องรันหลาย scenario ไม่ใช่โชว์ค่าเดียว
- แยกคำนวณออกจากการตัดสิน — สูตรให้ระบบทำ ดุลพินิจให้คนทำ และต้องรู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
- จุดขายผูกกับธุรกิจ ไม่ผูกกับราคา
ภาพรวม: กรวยสามช่วง
-
100ตัว
คัดออกเร็ว · 50 นาทีต่อตัว
S0 เก็บข้อมูล S1 ด่านกำไรคาดการณ์ได้ S5a multiple หยาบ
ไม่ผ่าน S1 ไม่ได้แปลว่าทิ้ง — ย้ายไปสาย Cyclical
-
~10ตัว
เจาะลึก · 4–5 ชั่วโมง
S2 ธุรกิจ S3 moat S4 งบ 10 ปี S5b มูลค่าเต็ม S5c เทียบสองเลนส์
-
2–3ตัว
ตัดสินใจ · 2 ชั่วโมง
S6 catalyst S7 จุดขาย S8 ราคาเข้าและขนาด S9 สรุปและฝ่ายค้าน
ตัวที่ผ่านถึงปลายทางใช้เวลารวม 7–8 ชั่วโมง ส่วนตัวที่ตกตั้งแต่ช่วงแรกเสียแค่ 50 นาที — ลำดับขั้นจึงไม่เรียงตามเลข S5a มาก่อน S2 เพราะมันถูกและเร็ว
ข้อมูล ด่านแรก และมุมมองของตลาด
S0เก็บข้อมูลดิบพร้อมที่มารอแก้ v1.1
งบ 10 ปีครบสามงบ · ราคาและ P/E band 10 ปี · peer 3–5 บริษัท · bond yield 10 ปี ณ วันวิเคราะห์ · จำนวนหุ้น ประวัติ buyback และเพิ่มทุน
หุ้นไทยดูจาก SET (setsmart), 56-1 One Report, งบรายไตรมาส และ Opportunity Day · หุ้นนอกดูจาก 10-K, 10-Q, DEF 14A และ earnings call transcript
กฎที่ห้ามหย่อน
ทุกตัวเลขระบุปี เอกสาร และหน้า · ห้ามให้ AI ดึงตัวเลขจากความจำ โดยเฉพาะ bond yield ต้องดึงสดทุกครั้ง · หาไม่เจอให้เขียนว่า "ไม่พบ" ห้ามเติมเอง
S1ด่าน: กำไรคาดการณ์ได้ไหมรอแก้ v1.1
เรียง EPS 10 ปีแล้วนับ จะเข้าสาย Compounder ต้องผ่านครบสามข้อ
- EPS ไม่ติดลบเลยสักปีใน 10 ปี
- EPS ลดลงจากปีก่อนไม่เกิน 2 ปี และไม่ลดติดกัน
- CAGR 3, 5 และ 10 ปี ไปทางเดียวกัน ไม่ห่างกันเกินสมควร
ไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าทิ้ง แต่ต้องเปลี่ยนวิธีวิเคราะห์เกือบทั้งชุด — ดูสาย Cyclical
S5aเลนส์ A: ตลาดคาดหวังอะไรอยู่รอแก้ v1.1
ดู P/E เทียบ peer และ band ของตัวเอง · P/BV · EV/EBITDA เมื่อโครงสร้างหนี้ต่างกันมาก · ตัวหลักคือ PEG กับ PEGY
PEGY = P/E ÷ (growth + dividend yield)
| ตลาด | ตัวหลัก | เหตุผล |
|---|---|---|
| ไทย | PEGY | หุ้นไทยปันผลสูง ใช้ PEG เฉยๆ จะเห็นทั้งตลาดแพงเกินจริง |
| ต่างประเทศ | PEG | สัดส่วนปันผลต่ำกว่า |
กฎการใช้ PEG
โชว์สองค่าเสมอ — จาก EPS CAGR 5 ปีในอดีต และจาก forward estimate · สองค่าห่างกันมาก แปลว่าตลาดกำลังเดิมพันกับอนาคตที่ไม่เหมือนอดีต ให้จดเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ
อ่านคู่กับ ROIC — โต 20% ด้วย ROIC 6% กับโต 20% ด้วย ROIC 25% ได้ PEG เท่ากัน ทั้งที่ตัวแรกเผาเงินทิ้ง การเติบโตมีค่าก็ต่อเมื่อ ROIC สูงกว่าต้นทุนเงินทุน
ใช้ forward estimate ต้องบอกจำนวนนักวิเคราะห์ — หุ้นไทยขนาดกลางและเล็กหลายตัวมีคนตามไม่ถึง 3 เจ้า และ consensus มักมองบวกเป็นปกติ
PEG ใช้ไม่ได้เมื่อ growth 0–3% (ตัวหารใกล้ศูนย์ ค่าระเบิด) · growth ติดลบ · หนี้สูง (ใช้ EV/EBITDA เทียบ growth แทน) · กำไรผันผวน ซึ่งควรตกไปตั้งแต่ S1
เงินมาจากไหน กำแพงสูงแค่ไหน งบบอกอะไร
S2เงินเข้ามาจากไหนจริงๆ
แตกรายได้และกำไรตาม segment ย้อน 5 ปี แล้วตีตราทีละ segment — ห้ามตีตราทั้งบริษัทรวดเดียว
| Commodity | Consumer monopoly | |
|---|---|---|
| แข่งด้วย | ราคา | แบรนด์ · switching cost · network |
| อำนาจตั้งราคา | ไม่มี | ขึ้นตามเงินเฟ้อได้ |
| Margin | ผันผวนตามวัฏจักร | สม่ำเสมอ |
| ตัวอย่าง | ปิโตรเคมี เหล็ก สายการบิน เดินเรือ รับจ้างผลิต | แบรนด์ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม ธุรกิจที่มีสัญญาผูกยาว |
ถามต่ออีกสองข้อ: ขึ้นราคา 10% ปีหน้าเสียลูกค้ากี่ % · ลูกค้าใหญ่สุด 5 รายคิดเป็นกี่ % ของรายได้
สัญญาณเตือน
กำไรกระจุกใน segment commodity ขณะที่บริษัทเล่าเรื่องแบรนด์ · รายได้โตแต่กำไรไม่โต (โตด้วยการลดราคา) · ลูกค้ารายเดียวเกิน 20% ของรายได้
S3Moat อยู่ได้อีกกี่ปี
ระบุประเภท — แบรนด์ · switching cost · network effect · ต้นทุนต่ำกว่า · ใบอนุญาต · ขนาด — แล้วทดสอบหมื่นล้าน: ถ้าให้คู่แข่งเงินหมื่นล้าน สร้างของมาแข่งได้ไหม ถ้าได้ ไม่ใช่ moat
หลักฐานต้องเป็นตัวเลข: gross margin สม่ำเสมอ · market share ทรงหรือขึ้น · เคยขึ้นราคาได้จริง · และ moat จากเทคโนโลยีถูกแซงเร็วกว่า moat จากพฤติกรรมผู้บริโภค ให้หักความมั่นใจลง
ผลของขั้นนี้คือตัวเลขหนึ่งตัว
จำนวนปีที่มั่นใจว่า moat ยังอยู่ — ตัวเลขนี้คือ n ในสูตร S5b · ถ้าตอบไม่ได้ ห้าม project 10 ปี
S4งบ 10 ปี และกับดัก 5 ข้อรอแก้ v1.1
คำนวณหกกลุ่ม: การเติบโต (revenue, EPS, BVPS) · margin สามชั้น · ROE แตกแบบ DuPont และ ROIC · retention, capex ต่อรายได้, ROIIC · ความปลอดภัย (D/E, interest coverage, net debt/EBITDA) · FCF conversion ย้อน 10 ปี
| กับดัก | ตรวจยังไง |
|---|---|
| ROE เทียมจาก buyback | ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงทั้งที่กำไรเป็นบวก |
| Book value ต่ำผิดปกติ | มูลค่าอยู่ใน intangible — ROE สวยเกินจริง และสูตรหลักใน S5b จะเพี้ยน |
| EPS สวยแต่เงินสดไม่ตาม | FCF conversion ต่ำกว่า 80% หลายปีติดกัน |
| ROE มาจากหนี้ | DuPont บอกเอง — ถ้ามาจาก leverage ล้วน ไม่ใช่ธุรกิจดี |
| เปลี่ยนนโยบายบัญชี | หมายเหตุประกอบงบ: วิธีรับรู้รายได้ ค่าเสื่อม |
ส่งต่อไป S5b: ROE เฉลี่ย 10 ปี · retention เฉลี่ย · P/E 10 ปี (ต่ำ กลาง สูง) · BVPS, EPS และปันผลล่าสุด
ธุรกิจจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่
S5bเลนส์ B: ไม่สนว่าตลาดคิดยังไงรอแก้ v1.1
เริ่มจาก earnings yield = EPS ÷ ราคา เทียบกับ bond yield 10 ปีของวันนี้ — มองกำไรเหมือน coupon ของพันธบัตรที่โตได้ทุกปี ถ้าใกล้หรือสูงกว่า bond yield ถือว่าน่าสนใจ แล้วคำนวณผลตอบแทนทบต้น
- g = ROE เฉลี่ย × retention เฉลี่ย
- BVPS(n) = BVPS วันนี้ × (1 + g)n
- EPS(n) = ROE เฉลี่ย × BVPS(n)
- ราคา(n) = EPS(n) × P/E
- มูลค่ารวม(n) = ราคา(n) + ปันผลสะสม n ปี
- CAGR = (มูลค่ารวม(n) ÷ ราคาวันนี้)1/n − 1
n คือจำนวนปีจาก S3 ไม่ใช่ 10 เสมอ · ถ้าติดกับดัก book value ใน S4 ให้ใช้วิธีสำรอง: EPS(n) = EPS วันนี้ × (1 + EPS CAGR ในอดีต)n แล้วคูณ P/E
| Scenario | P/E ที่ใช้ |
|---|---|
| Bear | percentile 25 ของ 10 ปี |
| Base | ค่าเฉลี่ย 10 ปี |
| Bull | percentile 75 ของ 10 ปี |
ห้ามแสดงค่าเดียว
P/E เฉลี่ยในอดีตคือตัวแปรที่เปราะที่สุดในสมการ ขยับนิดเดียวผลตอบแทนเปลี่ยนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ — และเป็นตัวที่ปั้นผลลัพธ์ได้ง่ายที่สุดด้วย
S5cเมื่อสองเลนส์เห็นไม่ตรงกัน
| ผลลัพธ์ | แปลว่า |
|---|---|
| A และ B ชี้ทางเดียวกัน | Conviction สูง ไปต่อ |
| A ว่าถูก · B ว่าแพง | growth ที่ตลาดใช้สูงเกินจริง หรือ ROE ไม่ยั่งยืน |
| A ว่าแพง · B ว่าถูก | ตลาดยังไม่เห็น compounding — โอกาสที่ดีที่สุด แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตลาดพลาดเพราะอะไร |
| ขัดกันแล้วหาคำตอบไม่ได้ | ผ่าน ไม่ลงทุน |
ถ้าขัดกันให้เชื่อเลนส์ B — PEG ซ่อนสมมติฐานว่าการเติบโตทุกแบบมีค่าเท่ากัน ซึ่งไม่จริง
เข้าเมื่อไหร่ ออกเมื่อไหร่ ลงเท่าไหร่
S6Catalyst 12–36 เดือน
ลิสต์ catalyst แล้วแยกว่าอยู่ในมือบริษัท หรืออยู่นอกมือ (มหภาค นโยบาย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์) · ถ้าราคากำลังตกเพราะข่าวร้าย ต้องแยกให้ออกว่าเป็นปัญหาชั่วคราวที่แก้ได้ใน 1–2 ปี ซึ่งคือจังหวะเข้า หรือ moat พังถาวร ซึ่งคือผ่าน
ไม่มี catalyst ก็ลงทุนได้ ถ้า CAGR จาก S5b สูงพอ — กำไรที่โตจะดันมูลค่าขึ้นเองโดยไม่ต้องรอตลาด re-rate
S7ความเสี่ยง จุดขาย และ pre-mortemรอแก้ v1.1
| ประเภท | ความหมาย | ทำอะไร |
|---|---|---|
| Price risk | ราคาลง แต่ธุรกิจเหมือนเดิม | ไม่ใช่เหตุผลขาย อาจเป็นเหตุผลซื้อเพิ่ม |
| Business risk | ธุรกิจเสื่อมจริง | เหตุผลขาย |
Kill trigger ผูกกับตัวเลขธุรกิจเท่านั้น ตัวอย่างที่ต้องปรับตามหุ้นแต่ละตัว
- ROE ต่ำกว่า 15% สองปีติดกัน
- Gross margin ลดต่อเนื่อง 3 ไตรมาส — มักเป็นสัญญาณแรกว่า moat เริ่มรั่ว
- Market share ลดต่อเนื่อง 2 ปี · D/E ทะลุเกณฑ์ที่ตั้งไว้
- FCF conversion ต่ำกว่า 70% สองปีติดกัน
- ผู้บริหารจัดสรรเงินทุนขัดกับ thesis เช่น ซื้อกิจการนอกสายงานในราคาแพง
ห้ามมี trigger ที่ผูกกับราคา แบบ "ลง 20% แล้วขาย"
Pre-mortem — เขียนตั้งแต่วันแรก
"สมมติว่าอีก 3 ปี thesis นี้ผิดอย่างสิ้นเชิง มันผิดเพราะอะไรได้บ้าง" · เก็บไว้อ่านทวนทุกครั้งที่ทบทวน position
S8ราคาเข้าและขนาดรอแก้ v1.1
คำนวณย้อน: ตั้ง hurdle CAGR ขั้นต่ำ 15% แล้วย้อนสูตร S5b หาราคาสูงสุดที่จ่ายได้แล้วยังได้ 15% ราคานั้นคือเพดาน · ทำครบสาม scenario ใช้เพดานจาก Base เป็นหลัก และราคาจาก Bear เป็นจุดซื้อหนัก
| เงื่อนไข | น้ำหนัก |
|---|---|
| ผ่าน S1 ฉลุย และมั่นใจ moat 10 ปีขึ้นไป | ลงหนักได้ |
| ผ่าน S1 แบบเฉียด หรือมั่นใจ moat แค่ 3–5 ปี | ลงเบา |
| สาย Cyclical | ลงเบา และมีแผนออกชัดเจน |
การถือกระจุกใช้ได้เฉพาะคนที่วิเคราะห์เองเป็นจริงๆ และรับความผันผวนได้
S9เขียนหน้าเดียว แล้วเขียนฝ่ายค้าน
Thesis จบในหน้าเดียว: ข้อสรุป 3 บรรทัด · Why now · What must be true (สมมติฐานที่ thesis แขวนอยู่ เขียนเป็นข้อ) · What kills it · ตาราง 3 scenario พร้อม CAGR และราคาเป้าหมาย · max price, entry zone, size — แนบข้อมูลดิบพร้อมที่มา วิธีคำนวณ และผลตรวจกับดักไว้ท้าย
Devil's advocate — บังคับ
รอบสุดท้ายเขียน bear case ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เหมือนกำลังจะ short หุ้นตัวนี้ · เขียนไม่ออก แปลว่ายังไม่เข้าใจธุรกิจดีพอ — กลับไป S2
ส่วนไหนให้ระบบทำ ส่วนไหนคนต้องทำเอง
เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ระหว่างขั้น แต่อยู่ที่ชนิดของงาน — ขั้นเดียวกันมีทั้งส่วนที่เป็นสูตรและส่วนที่เป็นดุลพินิจ
ให้ระบบคำนวณ
- S0 ดึงข้อมูล — คนตรวจว่าตรงเอกสาร
- S1 นับ EPS ทั้งด่าน
- S4 อัตราส่วนทั้งหมด
- S5a คำนวณ multiple
- S5b คำนวณตามสูตร
- S7 เฝ้า kill trigger
- S8 ย้อนหาราคาเข้า
คนต้องตัดสินเอง
- S2 ตรวจร่าง — AI ชอบเชื่อคำโฆษณาในรายงานประจำปี
- S3 ทั้งขั้น — AI ตอบสวยแต่ประเมินความยั่งยืนไม่ได้
- S4 จับกับดัก
- S5a เลือก growth ใส่ PEG — AI มักหยิบเลขที่ทำให้ผลดูดีที่สุด
- S5b เลือก P/E และ n
- S6 แยกชั่วคราวกับถาวร — จุดที่ AI พังชัดที่สุด
- S7 ตั้ง kill criteria · S8 ขนาด position · S9 ข้อสรุป
เช็กลิสต์ก่อนสรุปทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่เจอซ้ำเมื่อใช้ AI ช่วยวิเคราะห์
- ตัวเลขทุกตัวชี้กลับไปเอกสารต้นทางได้จริง และทุกลิงก์ที่อ้างมีอยู่จริง
- ปีบัญชีไม่ปนกัน โดยเฉพาะบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงปีปฏิทิน
- ROE คิดจากส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย ไม่ใช่ยอดปลายปี
- ราคาและ market cap เป็นค่าวันนี้ · bond yield ดึงสด
- จำนวนหุ้นปรับ dilution แล้ว และ EPS เป็น diluted
- หน่วยเงินถูก — ล้านบาทหรือพันบาท · USD หรือเงินท้องถิ่น
- PEG ระบุว่าใช้ growth ตัวไหน
- Scenario ครบทั้ง 3 ไม่ได้โชว์แค่ Base
- ตรวจกับดักใน S4 ครบทั้ง 5 ข้อ
สาย Cyclical
สำหรับหุ้นที่ไม่ผ่าน S1 — แบงก์ อสังหา ปิโตรเคมี โรงกลั่น พลังงาน เดินเรือ สายการบิน — ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกือบทั้งชุด
| Compounder | Cyclical | |
|---|---|---|
| ฐานกำไร | EPS ล่าสุด | Mid-cycle EPS เฉลี่ยตลอดวัฏจักร |
| มูลค่าหลัก | ผลตอบแทนทบต้นจาก S5b | P/BV เทียบ band ในอดีต · EV/EBITDA |
| PEG · project ระยะยาว | ใช้ได้ | ข้าม |
| ดูจังหวะจาก | ราคาเทียบมูลค่าที่แท้ | ตำแหน่งในวัฏจักร ราคาสินค้า และ supply ใหม่ที่จะเข้าตลาด |
| จุดขาย | moat เสื่อม | สมมติฐานเรื่องวัฏจักรผิด |
| ระยะถือ | ยาว | ผูกกับวัฏจักร มีแผนออกชัดเจน |
กับดักคลาสสิก
P/E ต่ำที่สุดมักเกิดตอนกำไรพีค ซึ่งคือจุดที่แพงที่สุด และ P/E สูงที่สุดเกิดตอนกำไรก้นเหว ซึ่งคือจุดที่ถูกที่สุด — หุ้นวัฏจักรให้ดู P/BV แทน P/E
จุดที่รอแก้ใน v1.1
ทุกอย่างข้างบนยังเป็น v1.0 ตามต้นฉบับ — จุดข้างล่างนี้รู้แล้วว่ามีปัญหา แต่ยังไม่ได้แก้ในตัวกรอบ ถ้าจะใช้กรอบนี้ตอนนี้ ให้อ่านคู่กันเสมอ
เจอตอนรันจริงกับ ADVANC
S8Hurdle 15% ตายตัว พลิกคำตอบได้ทั้งหมด
กับ ADVANC ที่ hurdle 15% หุ้นแพงเกินไป 9% แต่ที่ 8.3% (bond 10 ปีไทย 2.30% + ERP 6%) กลับมีส่วนเผื่อ 10% · ตัวเลข 15% มาจากยุคดอกเบี้ยสหรัฐสูง ใช้วันที่ bond ไทยอยู่ 2.30% เท่ากับเรียก equity risk premium เกือบ 13 จุด
ข้อเสนอ: hurdle = bond yield ณ วันวิเคราะห์ + ERP ตามผล S1 และ S3 — ราว 5% สำหรับ moat แข็งมาก · 6% กลาง · 8% ขึ้นไปสำหรับ moat อ่อนหรือ regulatory risk สูง
S5bสูตร g = ROE × retention คลาดทุกตัว ไม่ใช่แค่หุ้นปันผลสูง
เจอครั้งแรกกับ ADVANC ที่จ่ายปันผล ~96% ของกำไร สูตรให้ g แค่ ~1.6% ทั้งที่กำไรโตจากการขยาย margin · รันครบ 5 ตัวแล้ว เรียงตาม retention → g ที่สูตรให้ (ความจริง):
ADVANC 3.4% → 1.6% (~7%) · BDMS 21.9% → 3.3% (~4.7%) · CPN 42.8% → 7.18% (~9.8–13%) · BH 47.1% → 11.5% (~5.5–8%) · CPALL 59.2% → 12.3% (~9–11%)
retention ไม่ได้บอกว่าสูตรจะใช้ได้ — ตัวที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ retention 21.9% และ 59.2% ตัวที่คลาดมากอยู่ที่ 3.4% · 42.8% · 47.1% · CPN ผ่านเกณฑ์ 20% สบายแต่ยังต่ำไป 2.7–5.8 จุด · สูตรนับแค่กำไรที่เอาไปลงทุนซ้ำที่ ROE เดิม จึงไม่เห็นการโตจาก margin หรือรายการครั้งเดียว (ADVANC) และไม่เห็นว่าเงินที่เก็บไว้กองเป็นเงินสดที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ROE (BH)
ข้อเสนอ: เลิกใช้สูตรนี้เป็นค่า g ตั้งต้นทุกกรณี — g มาจาก EPS โดยตรง (consensus หรือ EPS CAGR ในอดีต) แล้วใช้สูตรเป็นตัวตรวจแบบเดียวกับ Bug 6 · ถ้าต่างจาก consensus มาก ต้องเขียนว่าส่วนต่างมาจากอะไรก่อนเดินต่อ · payout ในสูตรใช้ปันผลปกติ ไม่รวมพิเศษ (BDMS รวมพิเศษได้ −0.55% ตัดออกได้ 3.3%) · ต่างเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "มาก" ยังต้องกำหนด — ห้าตัวนี้ต่างตั้งแต่ราว 1.3 ถึง 6 จุด
ข้อเสนอเดิม "retention ต่ำกว่า 20% ให้ข้ามสูตร" มาจากเล่ม ADVANC ตอนที่มีตัวอย่างเดียว · ตาราง 5 ตัวอยู่ในเล่ม CPN
S1ด่านไม่ได้ตรวจว่ากำไรโตมาจากไหน
ADVANC กำไรโต 35% สองงวดติดจากค่าเสื่อมที่ลดลงครั้งเดียว และผ่านด่านได้สบาย เพราะด่านดูแค่ว่า EPS สม่ำเสมอไหม
ข้อเสนอ: เพิ่มการตรวจที่มาของการเติบโต แยกการโตจากธุรกิจออกจากรายการทางบัญชีหรือรายการครั้งเดียว
รายละเอียดและตัวเลขเต็มอยู่ท้ายเล่ม ADVANC
เจอเพิ่มตอนรัน BDMS · BH · CPALL · CPN และตรวจความสอดคล้องภายใน
S0ข้อมูลที่หายต้องหยุด pipeline ไม่ใช่ปล่อยผ่าน · Bug 9
CPN ไม่มี capex, D&A, FCF แต่ยังเดินจนออกตัวเลข CAGR ได้ ผลลัพธ์ดูน่าเชื่อทั้งที่ขาดข้อมูลพื้นฐาน
ข้อเสนอ: Data Completeness Gate ท้าย S0 — ขาด EPS 5 ปี · OCF / Capex / FCF · equity แยกบริษัทใหญ่กับส่วนน้อย · ตารางหนี้ ข้อไหนก็ตาม ต้องติดป้าย INCOMPLETE แสดง CAGR เป็นช่วงพร้อมคำเตือน และห้ามใช้ตัดสินใจ
S0ราคาและอัตราส่วนมาจากคนละวัน · Bug 11
BH ใช้ราคา 20 ส.ค. กับอัตราส่วน 20 ก.ค. · CPN ใช้ราคา 12 ส.ค. กับสแนปช็อต 26 มิ.ย.
ข้อเสนอ: Snapshot Consistency Gate — ราคา EPS BVPS market cap EV ต้องมีวันที่เดียวกัน ไม่งั้นคำนวณอัตราส่วนใหม่จากข้อมูลดิบ
S4ตัวเลขในตารางเดียวกันต้อง cross-foot กัน · Bug 10
BH เขียน EPS 8.72 ข้างกำไร 7.57B ÷ 794.97M หุ้น = 9.52 แล้ว P/E, PEG, scenario และ S8 ทั้งหมดเดินต่อบนเลขผิด
ข้อเสนอ: Cross-footing Gate — กำไร ÷ หุ้น ≈ EPS · ราคา ÷ EPS ≈ P/E · ราคา ÷ BVPS ≈ P/BV · FCF ÷ market cap ≈ FCF yield · ปันผล ÷ EPS ≈ payout · ต่างเกิน 3–5% ให้หยุด
S4Accounting identity ก่อน narrative · Bug 12
CPALL และ CPN เขียน net debt ติดลบทั้งที่หนี้มากกว่าเงินสดหลายเท่า
ข้อเสนอ: Net debt = หนี้ที่มีดอกเบี้ย − เงินสด · บวก = หนี้สุทธิ · ลบ = เงินสดสุทธิ · ตรวจผ่านก่อนจึงเขียน narrative ได้
S4ROE และ P/BV ต้องใช้ฐานเดียวกันเมื่อมี minority interest · Bug 7
CPALL ถือ CPAXT 59.92% · แหล่งข้อมูลเอากำไรส่วนบริษัทใหญ่หารด้วย equity รวม ได้ ROE 9.95% และ P/BV 1.25 ทั้งที่ฐานเดียวกันคือราว 21% และ 3.13 · BDMS และ CPN ก็มี P/BV สองฐานในหน้าเดียว
ข้อเสนอ: equity รวมกับ equity บริษัทใหญ่ต่างกันเกิน 15% ให้คำนวณ ROE และ P/BV ใหม่บนฐานบริษัทใหญ่ทั้งคู่
S4FCF ของธุรกิจเช่าพื้นที่ต้องหักเงินต้นค่าเช่า · Bug 8
ข้อเสนอ: FCF ที่ปรับแล้ว = OCF − Capex − เงินต้นที่จ่ายชำระหนี้สินตามสัญญาเช่า (IFRS 16) — FCF yield 12.43% ของ CPALL ยังไม่ได้หัก
S1แยก "หลุมชั่วคราว" และธุรกิจลูกผสมออกจาก cyclical · Bug 3
ข้อเสนอ: S1b จำแนกสาเหตุที่ EPS ลด — วัฏจักรอุตสาหกรรม → cyclical · เหตุการณ์เฉพาะกิจ → compounder พร้อมหมุดตรวจ · รอบลงทุน → compounder พร้อมปีที่ค่าเสื่อมคงที่ · moat หาย → ผ่าน (BDMS) · และแยกรายได้ค่าเช่าออกจากรายได้ขายอสังหา (CPN)
S5bสูตร reinvestment rate ยังใช้ไม่ได้ทุกกรณี · Bug 6
g = ROIC × (Capex − D&A) ÷ กำไร ให้ค่าสมเหตุผลกับ BH (9.5%) แต่พังกับ CPALL (0.65%) ที่โตจาก margin · ใช้สูตรเป็นตัวตรวจ consensus ไม่ใช่ตัวแทน
S5b"CAGR" ในตาราง scenario ไม่ใช่ IRR · Bug 13
สูตรนับปันผลสะสมทั้งหมดไว้ที่ปลายปี 3 ทั้งที่ได้รับระหว่างทาง ตัวเลขจึงต่ำกว่า IRR จริงเล็กน้อย
ข้อเสนอ: เรียกว่า "CAGR รวมปันผลโดยประมาณ" — เปลี่ยนแล้วในทั้งห้าเล่ม — หรือคำนวณ IRR จากจังหวะปันผลจริง
S7Kill trigger ต้องสืบจาก What Must Be True · Bug 4
"ปันผลลด" เป็นจุดขายของ ADVANC แต่ไม่ได้แปลว่าแย่เสมอสำหรับทุกตัว · ห้ามหยิบจากรายการตัวอย่าง — และปันผลล่าสุดของทั้ง ADVANC และ BDMS มีปันผลพิเศษรวมอยู่ trigger ที่เทียบปันผลรวมจะดังเองในปีถัดไป ต้องวัดจากปันผลปกติ
S8อย่าคำนวณ cost of equity จาก beta ของหุ้นไทยขนาดใหญ่ · Bug 5
beta 5 ปี ADVANC 0.03 / BDMS 0.27 ให้ cost of equity 2.5–3.9% · แต่ beta 1 ปีของ ADVANC อยู่ที่ 0.56–0.66 ผลจึงขึ้นกับช่วงที่วัด · ข้อเสนอ: กำหนด ERP จากผล S1 และ S3
รายละเอียดและตัวเลขเต็มอยู่ท้ายแต่ละเล่มในThesis หุ้นไทย
เจอตอนสรุปกรอบนี้ — ตัว spec ขัดกันเอง
S1บอกว่าให้ระบบทำอัตโนมัติเต็ม แต่มีเกณฑ์ที่ต้องใช้ดุลพินิจ
"CAGR 3, 5 และ 10 ปีไม่ห่างกันเกินสมควร" ไม่มีตัวเลขว่าห่างเท่าไหร่ถึงไม่ผ่าน · ต้องกำหนดตัวเลข หรือย้ายข้อนี้ไปให้คนตัดสิน
S5aคัดกรองก่อน S4 แต่ต้องอ่าน PEG คู่กับ ROIC ที่คำนวณใน S4
ตอนคัด 100 ตัวรอบแรกยังไม่มี ROIC ให้อ่านคู่ · ต้องดึง ROIC มาตั้งแต่ S0 หรือเขียนให้ชัดว่ารอบคัดกรองยังไม่ใช้กฎข้อนี้
S5bBear เขียนว่า "P/E ต่ำสุด percentile 25"
ต่ำสุดกับ percentile 25 เป็นคนละค่ากัน · หน้านี้ใช้ percentile 25 ไปก่อน
ยังไม่มีขั้นสำหรับ DR
ค่าเงิน · DR ratio · ส่วนต่างราคา DR กับหุ้นแม่ ไม่อยู่ในขั้นไหนเลย ทั้งที่กรอบนี้วางอยู่ในหมวด Thesis DR · สองเล่มแรกของหมวดทำเรื่องนี้เองในหัวข้อ DR-Specific
ที่มาและข้อจำกัด
ส่วนที่มองหุ้นเป็นธุรกิจและสูตรผลตอบแทนทบต้นมาจาก Buffettology (Mary Buffett & David Clark, 1997) และเล่มต่อเนื่องในชุดเดียวกัน — ซึ่งเป็นการตีความวิธีคิดของ Buffett โดยบุคคลที่สาม ไม่ใช่งานที่ Buffett เขียนหรือรับรอง ต้นฉบับจริงคือจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway
- ใช้กับธุรกิจวัฏจักรไม่ได้ ซึ่งกินสัดส่วนใหญ่ของ SET
- P/E เฉลี่ยในอดีตเปราะที่สุดและปั้นผลลัพธ์ได้ง่าย จึงบังคับรัน 3 scenario
- Book value มีความหมายน้อยลง — หนังสือเขียนยุคที่สินทรัพย์ยังจับต้องได้ วันนี้มูลค่าจำนวนมากอยู่ใน intangible ที่ไม่ขึ้นงบดุล
- ตลาดไทยหา consumer monopoly แท้ๆ ยาก — holding structure และรายการระหว่างกันเยอะ EPS สม่ำเสมอ 10 ปีมีไม่กี่ตัว
- ตัว Buffett เองลงทุนช่วงหลังไม่ตรงกับกรอบในหนังสือแล้ว
- สูตรพึ่ง EPS หนัก และ EPS ปั้นได้ จึงต้องมี FCF conversion คานไว้เสมอ
กรอบนี้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขเกณฑ์ทุกตัว (15% · 80% · 20% ฯลฯ) เป็นจุดตั้งต้นที่ต้องปรับตามหุ้นและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน ก่อนตัดสินใจจริงควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต · Stock Thesis Pipeline v1.0