// Thesis DR หุ้นนอก · กรอบวิเคราะห์ v1.0

คัดหุ้น 100 ตัว ให้เหลือ 2–3 ด้วยกรอบ 10 ขั้น

Stock Thesis Pipeline — กรอบวิเคราะห์หุ้นรายตัวสำหรับถือ 1–3 ปี มองหุ้นเป็นธุรกิจตามแนว Buffettology แล้วประเมินราคาด้วยสองเลนส์ ใช้ได้ทั้งหุ้นไทยและหุ้นนอก · หน้านี้คือฉบับย่อ

อ่านก่อน

นี่คือกรอบสำหรับวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — ทุกขั้นบอกว่าต้องดูอะไรและระวังอะไร แต่การตัดสินใจเป็นของผู้ใช้เอง

AAPL80 และ NVDA80 ในหมวดนี้เขียนก่อนกรอบนี้ ใช้โครง 13 หัวข้อของตัวเอง จึงยังไม่มี 3 scenario และ kill criteria ตามที่หน้านี้อธิบาย

Thesis หุ้นไทย ห้าเล่ม (ADVANC · BDMS · BH · CPALL · CPN) รันตามกรอบนี้ และเจอจุดที่กรอบ v1.0 ยังต้องแก้ — สรุปไว้ในจุดที่รอแก้ใน v1.1 · ขั้นที่มีปัญหาติดป้ายสีทองไว้ที่หัวข้อ

หลักคิด 5 ข้อ

ภาพรวม: กรวยสามช่วง

  1. 100ตัว

    คัดออกเร็ว · 50 นาทีต่อตัว

    S0 เก็บข้อมูล S1 ด่านกำไรคาดการณ์ได้ S5a multiple หยาบ

    ไม่ผ่าน S1 ไม่ได้แปลว่าทิ้ง — ย้ายไปสาย Cyclical

  2. ~10ตัว

    เจาะลึก · 4–5 ชั่วโมง

    S2 ธุรกิจ S3 moat S4 งบ 10 ปี S5b มูลค่าเต็ม S5c เทียบสองเลนส์

  3. 2–3ตัว

    ตัดสินใจ · 2 ชั่วโมง

    S6 catalyst S7 จุดขาย S8 ราคาเข้าและขนาด S9 สรุปและฝ่ายค้าน

ตัวที่ผ่านถึงปลายทางใช้เวลารวม 7–8 ชั่วโมง ส่วนตัวที่ตกตั้งแต่ช่วงแรกเสียแค่ 50 นาที — ลำดับขั้นจึงไม่เรียงตามเลข S5a มาก่อน S2 เพราะมันถูกและเร็ว

01คัดออกเร็ว

ข้อมูล ด่านแรก และมุมมองของตลาด

S0เก็บข้อมูลดิบพร้อมที่มารอแก้ v1.1

งบ 10 ปีครบสามงบ · ราคาและ P/E band 10 ปี · peer 3–5 บริษัท · bond yield 10 ปี ณ วันวิเคราะห์ · จำนวนหุ้น ประวัติ buyback และเพิ่มทุน

หุ้นไทยดูจาก SET (setsmart), 56-1 One Report, งบรายไตรมาส และ Opportunity Day · หุ้นนอกดูจาก 10-K, 10-Q, DEF 14A และ earnings call transcript

กฎที่ห้ามหย่อน

ทุกตัวเลขระบุปี เอกสาร และหน้า · ห้ามให้ AI ดึงตัวเลขจากความจำ โดยเฉพาะ bond yield ต้องดึงสดทุกครั้ง · หาไม่เจอให้เขียนว่า "ไม่พบ" ห้ามเติมเอง

S1ด่าน: กำไรคาดการณ์ได้ไหมรอแก้ v1.1

เรียง EPS 10 ปีแล้วนับ จะเข้าสาย Compounder ต้องผ่านครบสามข้อ

ไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าทิ้ง แต่ต้องเปลี่ยนวิธีวิเคราะห์เกือบทั้งชุด — ดูสาย Cyclical

S5aเลนส์ A: ตลาดคาดหวังอะไรอยู่รอแก้ v1.1

ดู P/E เทียบ peer และ band ของตัวเอง · P/BV · EV/EBITDA เมื่อโครงสร้างหนี้ต่างกันมาก · ตัวหลักคือ PEG กับ PEGY

PEGY = P/E ÷ (growth + dividend yield)

ตลาดตัวหลักเหตุผล
ไทยPEGYหุ้นไทยปันผลสูง ใช้ PEG เฉยๆ จะเห็นทั้งตลาดแพงเกินจริง
ต่างประเทศPEGสัดส่วนปันผลต่ำกว่า

กฎการใช้ PEG

โชว์สองค่าเสมอ — จาก EPS CAGR 5 ปีในอดีต และจาก forward estimate · สองค่าห่างกันมาก แปลว่าตลาดกำลังเดิมพันกับอนาคตที่ไม่เหมือนอดีต ให้จดเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ

อ่านคู่กับ ROIC — โต 20% ด้วย ROIC 6% กับโต 20% ด้วย ROIC 25% ได้ PEG เท่ากัน ทั้งที่ตัวแรกเผาเงินทิ้ง การเติบโตมีค่าก็ต่อเมื่อ ROIC สูงกว่าต้นทุนเงินทุน

ใช้ forward estimate ต้องบอกจำนวนนักวิเคราะห์ — หุ้นไทยขนาดกลางและเล็กหลายตัวมีคนตามไม่ถึง 3 เจ้า และ consensus มักมองบวกเป็นปกติ

PEG ใช้ไม่ได้เมื่อ growth 0–3% (ตัวหารใกล้ศูนย์ ค่าระเบิด) · growth ติดลบ · หนี้สูง (ใช้ EV/EBITDA เทียบ growth แทน) · กำไรผันผวน ซึ่งควรตกไปตั้งแต่ S1

02เข้าใจธุรกิจ

เงินมาจากไหน กำแพงสูงแค่ไหน งบบอกอะไร

S2เงินเข้ามาจากไหนจริงๆ

แตกรายได้และกำไรตาม segment ย้อน 5 ปี แล้วตีตราทีละ segment — ห้ามตีตราทั้งบริษัทรวดเดียว

CommodityConsumer monopoly
แข่งด้วยราคาแบรนด์ · switching cost · network
อำนาจตั้งราคาไม่มีขึ้นตามเงินเฟ้อได้
Marginผันผวนตามวัฏจักรสม่ำเสมอ
ตัวอย่างปิโตรเคมี เหล็ก สายการบิน เดินเรือ รับจ้างผลิตแบรนด์ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม ธุรกิจที่มีสัญญาผูกยาว

ถามต่ออีกสองข้อ: ขึ้นราคา 10% ปีหน้าเสียลูกค้ากี่ % · ลูกค้าใหญ่สุด 5 รายคิดเป็นกี่ % ของรายได้

สัญญาณเตือน

กำไรกระจุกใน segment commodity ขณะที่บริษัทเล่าเรื่องแบรนด์ · รายได้โตแต่กำไรไม่โต (โตด้วยการลดราคา) · ลูกค้ารายเดียวเกิน 20% ของรายได้

S3Moat อยู่ได้อีกกี่ปี

ระบุประเภท — แบรนด์ · switching cost · network effect · ต้นทุนต่ำกว่า · ใบอนุญาต · ขนาด — แล้วทดสอบหมื่นล้าน: ถ้าให้คู่แข่งเงินหมื่นล้าน สร้างของมาแข่งได้ไหม ถ้าได้ ไม่ใช่ moat

หลักฐานต้องเป็นตัวเลข: gross margin สม่ำเสมอ · market share ทรงหรือขึ้น · เคยขึ้นราคาได้จริง · และ moat จากเทคโนโลยีถูกแซงเร็วกว่า moat จากพฤติกรรมผู้บริโภค ให้หักความมั่นใจลง

ผลของขั้นนี้คือตัวเลขหนึ่งตัว

จำนวนปีที่มั่นใจว่า moat ยังอยู่ — ตัวเลขนี้คือ n ในสูตร S5b · ถ้าตอบไม่ได้ ห้าม project 10 ปี

S4งบ 10 ปี และกับดัก 5 ข้อรอแก้ v1.1

คำนวณหกกลุ่ม: การเติบโต (revenue, EPS, BVPS) · margin สามชั้น · ROE แตกแบบ DuPont และ ROIC · retention, capex ต่อรายได้, ROIIC · ความปลอดภัย (D/E, interest coverage, net debt/EBITDA) · FCF conversion ย้อน 10 ปี

กับดักตรวจยังไง
ROE เทียมจาก buybackส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงทั้งที่กำไรเป็นบวก
Book value ต่ำผิดปกติมูลค่าอยู่ใน intangible — ROE สวยเกินจริง และสูตรหลักใน S5b จะเพี้ยน
EPS สวยแต่เงินสดไม่ตามFCF conversion ต่ำกว่า 80% หลายปีติดกัน
ROE มาจากหนี้DuPont บอกเอง — ถ้ามาจาก leverage ล้วน ไม่ใช่ธุรกิจดี
เปลี่ยนนโยบายบัญชีหมายเหตุประกอบงบ: วิธีรับรู้รายได้ ค่าเสื่อม

ส่งต่อไป S5b: ROE เฉลี่ย 10 ปี · retention เฉลี่ย · P/E 10 ปี (ต่ำ กลาง สูง) · BVPS, EPS และปันผลล่าสุด

03ประเมินมูลค่า

ธุรกิจจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่

S5bเลนส์ B: ไม่สนว่าตลาดคิดยังไงรอแก้ v1.1

เริ่มจาก earnings yield = EPS ÷ ราคา เทียบกับ bond yield 10 ปีของวันนี้ — มองกำไรเหมือน coupon ของพันธบัตรที่โตได้ทุกปี ถ้าใกล้หรือสูงกว่า bond yield ถือว่าน่าสนใจ แล้วคำนวณผลตอบแทนทบต้น

  1. g = ROE เฉลี่ย × retention เฉลี่ย
  2. BVPS(n) = BVPS วันนี้ × (1 + g)n
  3. EPS(n) = ROE เฉลี่ย × BVPS(n)
  4. ราคา(n) = EPS(n) × P/E
  5. มูลค่ารวม(n) = ราคา(n) + ปันผลสะสม n ปี
  6. CAGR = (มูลค่ารวม(n) ÷ ราคาวันนี้)1/n − 1

n คือจำนวนปีจาก S3 ไม่ใช่ 10 เสมอ · ถ้าติดกับดัก book value ใน S4 ให้ใช้วิธีสำรอง: EPS(n) = EPS วันนี้ × (1 + EPS CAGR ในอดีต)n แล้วคูณ P/E

ScenarioP/E ที่ใช้
Bearpercentile 25 ของ 10 ปี
Baseค่าเฉลี่ย 10 ปี
Bullpercentile 75 ของ 10 ปี

ห้ามแสดงค่าเดียว

P/E เฉลี่ยในอดีตคือตัวแปรที่เปราะที่สุดในสมการ ขยับนิดเดียวผลตอบแทนเปลี่ยนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ — และเป็นตัวที่ปั้นผลลัพธ์ได้ง่ายที่สุดด้วย

S5cเมื่อสองเลนส์เห็นไม่ตรงกัน

ผลลัพธ์แปลว่า
A และ B ชี้ทางเดียวกันConviction สูง ไปต่อ
A ว่าถูก · B ว่าแพงgrowth ที่ตลาดใช้สูงเกินจริง หรือ ROE ไม่ยั่งยืน
A ว่าแพง · B ว่าถูกตลาดยังไม่เห็น compounding — โอกาสที่ดีที่สุด แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตลาดพลาดเพราะอะไร
ขัดกันแล้วหาคำตอบไม่ได้ผ่าน ไม่ลงทุน

ถ้าขัดกันให้เชื่อเลนส์ B — PEG ซ่อนสมมติฐานว่าการเติบโตทุกแบบมีค่าเท่ากัน ซึ่งไม่จริง

04ตัดสินใจ

เข้าเมื่อไหร่ ออกเมื่อไหร่ ลงเท่าไหร่

S6Catalyst 12–36 เดือน

ลิสต์ catalyst แล้วแยกว่าอยู่ในมือบริษัท หรืออยู่นอกมือ (มหภาค นโยบาย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์) · ถ้าราคากำลังตกเพราะข่าวร้าย ต้องแยกให้ออกว่าเป็นปัญหาชั่วคราวที่แก้ได้ใน 1–2 ปี ซึ่งคือจังหวะเข้า หรือ moat พังถาวร ซึ่งคือผ่าน

ไม่มี catalyst ก็ลงทุนได้ ถ้า CAGR จาก S5b สูงพอ — กำไรที่โตจะดันมูลค่าขึ้นเองโดยไม่ต้องรอตลาด re-rate

S7ความเสี่ยง จุดขาย และ pre-mortemรอแก้ v1.1

ประเภทความหมายทำอะไร
Price riskราคาลง แต่ธุรกิจเหมือนเดิมไม่ใช่เหตุผลขาย อาจเป็นเหตุผลซื้อเพิ่ม
Business riskธุรกิจเสื่อมจริงเหตุผลขาย

Kill trigger ผูกกับตัวเลขธุรกิจเท่านั้น ตัวอย่างที่ต้องปรับตามหุ้นแต่ละตัว

ห้ามมี trigger ที่ผูกกับราคา แบบ "ลง 20% แล้วขาย"

Pre-mortem — เขียนตั้งแต่วันแรก

"สมมติว่าอีก 3 ปี thesis นี้ผิดอย่างสิ้นเชิง มันผิดเพราะอะไรได้บ้าง" · เก็บไว้อ่านทวนทุกครั้งที่ทบทวน position

S8ราคาเข้าและขนาดรอแก้ v1.1

คำนวณย้อน: ตั้ง hurdle CAGR ขั้นต่ำ 15% แล้วย้อนสูตร S5b หาราคาสูงสุดที่จ่ายได้แล้วยังได้ 15% ราคานั้นคือเพดาน · ทำครบสาม scenario ใช้เพดานจาก Base เป็นหลัก และราคาจาก Bear เป็นจุดซื้อหนัก

เงื่อนไขน้ำหนัก
ผ่าน S1 ฉลุย และมั่นใจ moat 10 ปีขึ้นไปลงหนักได้
ผ่าน S1 แบบเฉียด หรือมั่นใจ moat แค่ 3–5 ปีลงเบา
สาย Cyclicalลงเบา และมีแผนออกชัดเจน

การถือกระจุกใช้ได้เฉพาะคนที่วิเคราะห์เองเป็นจริงๆ และรับความผันผวนได้

S9เขียนหน้าเดียว แล้วเขียนฝ่ายค้าน

Thesis จบในหน้าเดียว: ข้อสรุป 3 บรรทัด · Why now · What must be true (สมมติฐานที่ thesis แขวนอยู่ เขียนเป็นข้อ) · What kills it · ตาราง 3 scenario พร้อม CAGR และราคาเป้าหมาย · max price, entry zone, size — แนบข้อมูลดิบพร้อมที่มา วิธีคำนวณ และผลตรวจกับดักไว้ท้าย

Devil's advocate — บังคับ

รอบสุดท้ายเขียน bear case ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เหมือนกำลังจะ short หุ้นตัวนี้ · เขียนไม่ออก แปลว่ายังไม่เข้าใจธุรกิจดีพอ — กลับไป S2

05ใช้จริง

ส่วนไหนให้ระบบทำ ส่วนไหนคนต้องทำเอง

เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ระหว่างขั้น แต่อยู่ที่ชนิดของงาน — ขั้นเดียวกันมีทั้งส่วนที่เป็นสูตรและส่วนที่เป็นดุลพินิจ

ให้ระบบคำนวณ

  • S0 ดึงข้อมูล — คนตรวจว่าตรงเอกสาร
  • S1 นับ EPS ทั้งด่าน
  • S4 อัตราส่วนทั้งหมด
  • S5a คำนวณ multiple
  • S5b คำนวณตามสูตร
  • S7 เฝ้า kill trigger
  • S8 ย้อนหาราคาเข้า

คนต้องตัดสินเอง

  • S2 ตรวจร่าง — AI ชอบเชื่อคำโฆษณาในรายงานประจำปี
  • S3 ทั้งขั้น — AI ตอบสวยแต่ประเมินความยั่งยืนไม่ได้
  • S4 จับกับดัก
  • S5a เลือก growth ใส่ PEG — AI มักหยิบเลขที่ทำให้ผลดูดีที่สุด
  • S5b เลือก P/E และ n
  • S6 แยกชั่วคราวกับถาวร — จุดที่ AI พังชัดที่สุด
  • S7 ตั้ง kill criteria · S8 ขนาด position · S9 ข้อสรุป

เช็กลิสต์ก่อนสรุปทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่เจอซ้ำเมื่อใช้ AI ช่วยวิเคราะห์

06ไม่ผ่านด่าน

สาย Cyclical

สำหรับหุ้นที่ไม่ผ่าน S1 — แบงก์ อสังหา ปิโตรเคมี โรงกลั่น พลังงาน เดินเรือ สายการบิน — ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกือบทั้งชุด

CompounderCyclical
ฐานกำไรEPS ล่าสุดMid-cycle EPS เฉลี่ยตลอดวัฏจักร
มูลค่าหลักผลตอบแทนทบต้นจาก S5bP/BV เทียบ band ในอดีต · EV/EBITDA
PEG · project ระยะยาวใช้ได้ข้าม
ดูจังหวะจากราคาเทียบมูลค่าที่แท้ตำแหน่งในวัฏจักร ราคาสินค้า และ supply ใหม่ที่จะเข้าตลาด
จุดขายmoat เสื่อมสมมติฐานเรื่องวัฏจักรผิด
ระยะถือยาวผูกกับวัฏจักร มีแผนออกชัดเจน

กับดักคลาสสิก

P/E ต่ำที่สุดมักเกิดตอนกำไรพีค ซึ่งคือจุดที่แพงที่สุด และ P/E สูงที่สุดเกิดตอนกำไรก้นเหว ซึ่งคือจุดที่ถูกที่สุด — หุ้นวัฏจักรให้ดู P/BV แทน P/E

07รอแก้

จุดที่รอแก้ใน v1.1

ทุกอย่างข้างบนยังเป็น v1.0 ตามต้นฉบับ — จุดข้างล่างนี้รู้แล้วว่ามีปัญหา แต่ยังไม่ได้แก้ในตัวกรอบ ถ้าจะใช้กรอบนี้ตอนนี้ ให้อ่านคู่กันเสมอ

เจอตอนรันจริงกับ ADVANC

S8Hurdle 15% ตายตัว พลิกคำตอบได้ทั้งหมด

กับ ADVANC ที่ hurdle 15% หุ้นแพงเกินไป 9% แต่ที่ 8.3% (bond 10 ปีไทย 2.30% + ERP 6%) กลับมีส่วนเผื่อ 10% · ตัวเลข 15% มาจากยุคดอกเบี้ยสหรัฐสูง ใช้วันที่ bond ไทยอยู่ 2.30% เท่ากับเรียก equity risk premium เกือบ 13 จุด

ข้อเสนอ: hurdle = bond yield ณ วันวิเคราะห์ + ERP ตามผล S1 และ S3 — ราว 5% สำหรับ moat แข็งมาก · 6% กลาง · 8% ขึ้นไปสำหรับ moat อ่อนหรือ regulatory risk สูง

S5bสูตร g = ROE × retention คลาดทุกตัว ไม่ใช่แค่หุ้นปันผลสูง

เจอครั้งแรกกับ ADVANC ที่จ่ายปันผล ~96% ของกำไร สูตรให้ g แค่ ~1.6% ทั้งที่กำไรโตจากการขยาย margin · รันครบ 5 ตัวแล้ว เรียงตาม retention → g ที่สูตรให้ (ความจริง):

ADVANC 3.4% → 1.6% (~7%) · BDMS 21.9% → 3.3% (~4.7%) · CPN 42.8% → 7.18% (~9.8–13%) · BH 47.1% → 11.5% (~5.5–8%) · CPALL 59.2% → 12.3% (~9–11%)

retention ไม่ได้บอกว่าสูตรจะใช้ได้ — ตัวที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ retention 21.9% และ 59.2% ตัวที่คลาดมากอยู่ที่ 3.4% · 42.8% · 47.1% · CPN ผ่านเกณฑ์ 20% สบายแต่ยังต่ำไป 2.7–5.8 จุด · สูตรนับแค่กำไรที่เอาไปลงทุนซ้ำที่ ROE เดิม จึงไม่เห็นการโตจาก margin หรือรายการครั้งเดียว (ADVANC) และไม่เห็นว่าเงินที่เก็บไว้กองเป็นเงินสดที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ROE (BH)

ข้อเสนอ: เลิกใช้สูตรนี้เป็นค่า g ตั้งต้นทุกกรณี — g มาจาก EPS โดยตรง (consensus หรือ EPS CAGR ในอดีต) แล้วใช้สูตรเป็นตัวตรวจแบบเดียวกับ Bug 6 · ถ้าต่างจาก consensus มาก ต้องเขียนว่าส่วนต่างมาจากอะไรก่อนเดินต่อ · payout ในสูตรใช้ปันผลปกติ ไม่รวมพิเศษ (BDMS รวมพิเศษได้ −0.55% ตัดออกได้ 3.3%) · ต่างเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "มาก" ยังต้องกำหนด — ห้าตัวนี้ต่างตั้งแต่ราว 1.3 ถึง 6 จุด

ข้อเสนอเดิม "retention ต่ำกว่า 20% ให้ข้ามสูตร" มาจากเล่ม ADVANC ตอนที่มีตัวอย่างเดียว · ตาราง 5 ตัวอยู่ในเล่ม CPN

S1ด่านไม่ได้ตรวจว่ากำไรโตมาจากไหน

ADVANC กำไรโต 35% สองงวดติดจากค่าเสื่อมที่ลดลงครั้งเดียว และผ่านด่านได้สบาย เพราะด่านดูแค่ว่า EPS สม่ำเสมอไหม

ข้อเสนอ: เพิ่มการตรวจที่มาของการเติบโต แยกการโตจากธุรกิจออกจากรายการทางบัญชีหรือรายการครั้งเดียว

รายละเอียดและตัวเลขเต็มอยู่ท้ายเล่ม ADVANC

เจอเพิ่มตอนรัน BDMS · BH · CPALL · CPN และตรวจความสอดคล้องภายใน

S0ข้อมูลที่หายต้องหยุด pipeline ไม่ใช่ปล่อยผ่าน · Bug 9

CPN ไม่มี capex, D&A, FCF แต่ยังเดินจนออกตัวเลข CAGR ได้ ผลลัพธ์ดูน่าเชื่อทั้งที่ขาดข้อมูลพื้นฐาน

ข้อเสนอ: Data Completeness Gate ท้าย S0 — ขาด EPS 5 ปี · OCF / Capex / FCF · equity แยกบริษัทใหญ่กับส่วนน้อย · ตารางหนี้ ข้อไหนก็ตาม ต้องติดป้าย INCOMPLETE แสดง CAGR เป็นช่วงพร้อมคำเตือน และห้ามใช้ตัดสินใจ

S0ราคาและอัตราส่วนมาจากคนละวัน · Bug 11

BH ใช้ราคา 20 ส.ค. กับอัตราส่วน 20 ก.ค. · CPN ใช้ราคา 12 ส.ค. กับสแนปช็อต 26 มิ.ย.

ข้อเสนอ: Snapshot Consistency Gate — ราคา EPS BVPS market cap EV ต้องมีวันที่เดียวกัน ไม่งั้นคำนวณอัตราส่วนใหม่จากข้อมูลดิบ

S4ตัวเลขในตารางเดียวกันต้อง cross-foot กัน · Bug 10

BH เขียน EPS 8.72 ข้างกำไร 7.57B ÷ 794.97M หุ้น = 9.52 แล้ว P/E, PEG, scenario และ S8 ทั้งหมดเดินต่อบนเลขผิด

ข้อเสนอ: Cross-footing Gate — กำไร ÷ หุ้น ≈ EPS · ราคา ÷ EPS ≈ P/E · ราคา ÷ BVPS ≈ P/BV · FCF ÷ market cap ≈ FCF yield · ปันผล ÷ EPS ≈ payout · ต่างเกิน 3–5% ให้หยุด

S4Accounting identity ก่อน narrative · Bug 12

CPALL และ CPN เขียน net debt ติดลบทั้งที่หนี้มากกว่าเงินสดหลายเท่า

ข้อเสนอ: Net debt = หนี้ที่มีดอกเบี้ย − เงินสด · บวก = หนี้สุทธิ · ลบ = เงินสดสุทธิ · ตรวจผ่านก่อนจึงเขียน narrative ได้

S4ROE และ P/BV ต้องใช้ฐานเดียวกันเมื่อมี minority interest · Bug 7

CPALL ถือ CPAXT 59.92% · แหล่งข้อมูลเอากำไรส่วนบริษัทใหญ่หารด้วย equity รวม ได้ ROE 9.95% และ P/BV 1.25 ทั้งที่ฐานเดียวกันคือราว 21% และ 3.13 · BDMS และ CPN ก็มี P/BV สองฐานในหน้าเดียว

ข้อเสนอ: equity รวมกับ equity บริษัทใหญ่ต่างกันเกิน 15% ให้คำนวณ ROE และ P/BV ใหม่บนฐานบริษัทใหญ่ทั้งคู่

S4FCF ของธุรกิจเช่าพื้นที่ต้องหักเงินต้นค่าเช่า · Bug 8

ข้อเสนอ: FCF ที่ปรับแล้ว = OCF − Capex − เงินต้นที่จ่ายชำระหนี้สินตามสัญญาเช่า (IFRS 16) — FCF yield 12.43% ของ CPALL ยังไม่ได้หัก

S1แยก "หลุมชั่วคราว" และธุรกิจลูกผสมออกจาก cyclical · Bug 3

ข้อเสนอ: S1b จำแนกสาเหตุที่ EPS ลด — วัฏจักรอุตสาหกรรม → cyclical · เหตุการณ์เฉพาะกิจ → compounder พร้อมหมุดตรวจ · รอบลงทุน → compounder พร้อมปีที่ค่าเสื่อมคงที่ · moat หาย → ผ่าน (BDMS) · และแยกรายได้ค่าเช่าออกจากรายได้ขายอสังหา (CPN)

S5bสูตร reinvestment rate ยังใช้ไม่ได้ทุกกรณี · Bug 6

g = ROIC × (Capex − D&A) ÷ กำไร ให้ค่าสมเหตุผลกับ BH (9.5%) แต่พังกับ CPALL (0.65%) ที่โตจาก margin · ใช้สูตรเป็นตัวตรวจ consensus ไม่ใช่ตัวแทน

S5b"CAGR" ในตาราง scenario ไม่ใช่ IRR · Bug 13

สูตรนับปันผลสะสมทั้งหมดไว้ที่ปลายปี 3 ทั้งที่ได้รับระหว่างทาง ตัวเลขจึงต่ำกว่า IRR จริงเล็กน้อย

ข้อเสนอ: เรียกว่า "CAGR รวมปันผลโดยประมาณ" — เปลี่ยนแล้วในทั้งห้าเล่ม — หรือคำนวณ IRR จากจังหวะปันผลจริง

S7Kill trigger ต้องสืบจาก What Must Be True · Bug 4

"ปันผลลด" เป็นจุดขายของ ADVANC แต่ไม่ได้แปลว่าแย่เสมอสำหรับทุกตัว · ห้ามหยิบจากรายการตัวอย่าง — และปันผลล่าสุดของทั้ง ADVANC และ BDMS มีปันผลพิเศษรวมอยู่ trigger ที่เทียบปันผลรวมจะดังเองในปีถัดไป ต้องวัดจากปันผลปกติ

S8อย่าคำนวณ cost of equity จาก beta ของหุ้นไทยขนาดใหญ่ · Bug 5

beta 5 ปี ADVANC 0.03 / BDMS 0.27 ให้ cost of equity 2.5–3.9% · แต่ beta 1 ปีของ ADVANC อยู่ที่ 0.56–0.66 ผลจึงขึ้นกับช่วงที่วัด · ข้อเสนอ: กำหนด ERP จากผล S1 และ S3

รายละเอียดและตัวเลขเต็มอยู่ท้ายแต่ละเล่มในThesis หุ้นไทย

เจอตอนสรุปกรอบนี้ — ตัว spec ขัดกันเอง

S1บอกว่าให้ระบบทำอัตโนมัติเต็ม แต่มีเกณฑ์ที่ต้องใช้ดุลพินิจ

"CAGR 3, 5 และ 10 ปีไม่ห่างกันเกินสมควร" ไม่มีตัวเลขว่าห่างเท่าไหร่ถึงไม่ผ่าน · ต้องกำหนดตัวเลข หรือย้ายข้อนี้ไปให้คนตัดสิน

S5aคัดกรองก่อน S4 แต่ต้องอ่าน PEG คู่กับ ROIC ที่คำนวณใน S4

ตอนคัด 100 ตัวรอบแรกยังไม่มี ROIC ให้อ่านคู่ · ต้องดึง ROIC มาตั้งแต่ S0 หรือเขียนให้ชัดว่ารอบคัดกรองยังไม่ใช้กฎข้อนี้

S5bBear เขียนว่า "P/E ต่ำสุด percentile 25"

ต่ำสุดกับ percentile 25 เป็นคนละค่ากัน · หน้านี้ใช้ percentile 25 ไปก่อน

ยังไม่มีขั้นสำหรับ DR

ค่าเงิน · DR ratio · ส่วนต่างราคา DR กับหุ้นแม่ ไม่อยู่ในขั้นไหนเลย ทั้งที่กรอบนี้วางอยู่ในหมวด Thesis DR · สองเล่มแรกของหมวดทำเรื่องนี้เองในหัวข้อ DR-Specific

08ที่มา

ที่มาและข้อจำกัด

ส่วนที่มองหุ้นเป็นธุรกิจและสูตรผลตอบแทนทบต้นมาจาก Buffettology (Mary Buffett & David Clark, 1997) และเล่มต่อเนื่องในชุดเดียวกัน — ซึ่งเป็นการตีความวิธีคิดของ Buffett โดยบุคคลที่สาม ไม่ใช่งานที่ Buffett เขียนหรือรับรอง ต้นฉบับจริงคือจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway

กรอบนี้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขเกณฑ์ทุกตัว (15% · 80% · 20% ฯลฯ) เป็นจุดตั้งต้นที่ต้องปรับตามหุ้นและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน ก่อนตัดสินใจจริงควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต · Stock Thesis Pipeline v1.0